การทดสอบของแมคนีมาร์ (McNemar test for significance of change)
เป็นการทดสอบเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงในรูป “ ก่อนและหลัง ” (before and after) โดยใช้กับกลุ่มตัวอย่างชุดเดียวแต่ทำการทดลอง 2 ครั้ง ก่อนและหลังจากการใช้ทรีทเมนต์หนึ่งเพื่อดูว่ามีการเปลี่ยนแปลงระหว่างก่อนและหลังการทดลองหรือไม่ เช่น
การทดสอบความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่งก่อนและหลังการฟังอภิปราย
การทดสอบอาการเปลี่ยนแปลงของคนกลุ่มหนึ่งก่อนและหลังการใช้ยาชนิดหนึ่ง
การทดสอบความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่งก่อนและหลังการอ่านบทความในหนังสือพิมพ์
ดังนั้น สามารถวัดประสิทธิภาพของทรีทเมนต์หนึ่งๆ (การอภิปราย , ยาชนิดหนึ่ง , บทความในหนังสือพิมพ์) ว่ามีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ข้อกำหนดเบื้องต้น
ข้อมูลประกอบด้วยข้อมูลคู่ n คู่ และสามารถจัดลงตาราง 2x2 ได้
มาตรวัดของข้อมูลเป็นแบบนามบัญญัติหรือแบบเรียงลำดับที่มีเพียง 2 กลุ่มย่อยเท่านั้น เช่น ใช่ กับไม่ใช่ หรือ + กับ –
ข้อมูลคู่แต่ละคู่เป็นอิสระกัน แต่ภายในคู่สัมพันธ์กัน
ข้อมูล
เช่น ต้องการทดสอบทรีทเมนต์ คือ การเต้นรำประกอบเพลงว่าจะมีผลต่อการลดน้ำหนักหรือไม่ สุ่มตัวอย่างคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ด้วยวิธีนี้มา n คน ในขั้นตอนแรกถามความคิดเห็นเกี่ยวกับผลที่คาดว่าจะได้รับก่อนการเต้นรำ ว่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผล (+,-) และหลังจากนั้นทดลองให้เต้นรำประกอบเพลงไประยะเวลาหนึ่ง แล้วถามความคิดเห็นเช่นเดิมอีกครั้ง ดังนี้
|
|
หลังให้ทรีทเมนต์ |
|
|
- |
+ |
ก่อนให้ทรีทเมนต์ |
+ |
A |
B |
- |
C |
D |
เมื่อ A,B,C,D = จำนวนความถี่ที่มีลักษณะหนึ่งๆ จากจำนวนตัวอย่างขนาด n
คือ A = จำนวนคนที่มีความคิดเห็นก่อนการให้ทรีทเมนต์ว่าจะได้ผลดี (+) แต่เมื่อได้รับทรีทเมนต์แล้วมีความเห็นว่าไม่ได้ผล (-) หรือ + เปลี่ยนเป็น –
D = จำนวนคนที่มีความคิดเห็นก่อนการให้ทรีทเมนต์ว่าไม่ได้ผลดี (-) แต่หลังจากได้รับทรีทเมนต์กลับมีความเห็นว่าได้ผลดี (+) หรือ – เปลี่ยนเป็น +
ส่วน B และ C = จำนวนคนที่มีความเห็นเหมือนเดิมหลังจากให้ทรีทเมนต์แล้ว คือ จาก + เปลี่ยน+ หรือ จาก – เปลี่ยนเป็น –
ดังนั้น จะเห็นว่าจำนวนความถี่ A และ D จะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลง
สมมติฐาน สามารถทดสอบได้ทั้งหางเดียวและสองหาง ดังนี้

ตัวอย่างที่ 3.6 ก่อนที่จะมีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ถึงการอภิปรายโต้ตอบกันของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี 2 คน คือ Regan และ Carter จาก 2 พรรคคือ รีพับรีกัน และ เดโมแครท ตามลำดับได้สุ่มตัวอย่างผู้มีมีสิทธิ์ออกเสียงมา 75 คนเพื่อสอบถามว่าจะเลือกผู้สมัครจากพรรคใด พบว่ามี 41 คนจะลงเสียงให้ Carter และอีก 34 คนจะลงให้ Regan แต่หลังจากได้ชมการอภิปรายของผู้สมัครทั้ง 2 ทางโทรทัศน์แล้ว ปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่าง 75 คนชุดเดิมนี้ เปลี่ยนความตั้งใจที่จะเลือกดังนี้ มี 13คนจากผู้ที่เดิมจะลงเสียงให้ Carter เปลี่ยนใจจะลงเสียงให้ Regan และมี 7 คนของผู้ที่เดิมจะลงเสียงให้ Regan เปลี่ยนใจมาลงเสียงให้ Carter สรุปได้ดังตารางนี้
|
|
หลังจากอภิปราย |
|
|
Regan |
Carter |
ก่อนอภิปราย |
Carter |
13 |
28 |
Regan |
27 |
7 |
ผู้วิจัยต้องการทราบว่าการอภิปรายทางโทรทัศน์มีผลทำให้มีการเปลี่ยนความชอบ ของผู้มีสิทธิ์ ลงคะแนนเลือกประธานาธิบดีในสัดส่วนเท่ากันหรือไม่

โปรแกรมคำนวณ